<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082</id><updated>2012-02-16T09:37:47.844-08:00</updated><category term='บ้านนอกในเมือง'/><category term='วรรณกรรมอีสาน'/><category term='เล่าความหลัง'/><category term='เรื่องโม้ๆ'/><title type='text'>จินูน.คอม</title><subtitle type='html'>หลากเรื่องเก่าใหม่ใจอีสาน</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>7</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-4571767245505321142</id><published>2008-01-13T14:31:00.000-08:00</published><updated>2008-12-08T19:01:08.082-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องโม้ๆ'/><title type='text'>เราจนต้องเขียม ดาวเทียมไทคมส่งมา</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4qSWmrrd3I/AAAAAAAAABk/79NyL8eLRsE/s1600-h/mr_091.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5155093640517482354" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 162px; CURSOR: hand; HEIGHT: 129px" height="153" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4qSWmrrd3I/AAAAAAAAABk/79NyL8eLRsE/s320/mr_091.jpg" width="189" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เพลงลูกทุ่งนั้น สะท้อนปรากฏการณ์ของสังคม เกาะเกี่ยวไปกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง บันทึกความเป็นไปของสังคมไว้ เพลงที่จะพูดถึงนี้เป็นข้อพิสูจน์อีกข้อหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เพลงนี้ชื่อ "จดหมายถึงเล็ก" ขับร้องโดย วันครู โภคาวัตร เป็นเพลงที่ไพเราะมากครับ แต่ไม่ค่อยโด่งดังมากนัก เป็นที่รู้จักกันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถ้าอยากรู้เวลาแน่ชัดก็อนุมานจากเนื้อเพลง นั่นคือ หลังจากที่ดาวเทียมไทคมยิงขึ้นฟ้า ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ไปสู่เครื่องรับของคนบ้านนอกคอกนา โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เนื้อเพลงกล่าวถึงหนุ่มบ้านนา เขียนจดหมายถึงแฟนชื่อ เล็ก ที่ทำงานในโรงงานอยู่บางกอก บอกว่าตนนั้นจะมากรุงเทพฯเพื่อรับปริญญาเพราะเรียนจบแล้ว โดยเรียนที่บ้านนอก เรียนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช เรียนจากรายการการศึกษาที่ดาวเทียมไทคมส่งสัญญาณไป ทั้งยังชักชวนให้เล็กกลับบ้านเราเพื่อเรียนต่อ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เนื้อเพลงบอกว่า เรียนอยู่บ้านเรานี่แหละดีที่สุด เพราะไม่ต้องใช้เงินมาก โดยหนุ่มก็ยกตัวอย่างว่า พี่นั้นเรียน…"จากโทรทัศน์ที่รัฐเขาพัฒนา เราจนต้องเขียม ดาวเทียมไทคมส่งมา พี่ได้รับปริญญา ศึกษาทาง มสธ…." และชวนนางเอกว่า "…กลับบ้านเราเถิดเล็กจ๋า กลับมาเรียนต่อ…" &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฟังมาถึงตรงนี้ให้ความรู้สึกขัดแย้งเป็นอย่างมาก แต่ก่อนถ้าจะเรียนต่อชั้นปริญญาต้องเข้าไปเรียนในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันไม่ต้องแล้ว เรียนที่บ้านนอกก็ได้ ผ่านการศึกษาทางไกล อาศัยสัญญาณจากดาวเทียม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่สำหรับพระเอกในเพลงนี้ เขาบอกคนรักว่าเขาเรียนที่บ้าน เรียนจบแล้วจะเข้ากรุงเทพฯก็เพียงไปรับปริญญาแล้วก็จะกลับบ้าน กลับไปเป็นครูสอนเด็กนักเรียนที่บ้าน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นี่จะเรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆของสังคมได้หรือไม่ ที่คนในพื้นที่ เรียนอยู่ในพื้นที่ โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วก็ได้ทำงานในพื้นที่ ทำงานให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเกิดเมืองนอนของตน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผมว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ แต่สำคัญ ถ้าคนเป็นอย่างพระเอกในเพลงนี้มากๆ ก็จะก่อเกิดประโยชน์มหาศาลแก่ท้องถิ่น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โลกก้าวไกล เมืองไทยก้าวตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้ เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่บันทึกไว้ไม่ตกหล่น.&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-4571767245505321142?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/4571767245505321142/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=4571767245505321142' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/4571767245505321142'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/4571767245505321142'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post_1098.html' title='เราจนต้องเขียม ดาวเทียมไทคมส่งมา'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4qSWmrrd3I/AAAAAAAAABk/79NyL8eLRsE/s72-c/mr_091.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-8532710079495055719</id><published>2008-01-13T14:23:00.001-08:00</published><updated>2008-01-13T14:30:37.794-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องโม้ๆ'/><title type='text'>บ่ได้โทรหาคือจังบ่ได้กินข้าว</title><content type='html'>ไม่น่าเชื่อนะครับว่า โทรศัพท์มือถือจะมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนมากมาย คงเป็นแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ปัจจุบันนี้มีอยู่แทบทุกบ้าน ทั้งๆที่เริ่มแรกนั้น แม้แต่คนที่รู้เรื่องที่สุดก็ยังสงสัยว่า จะมีคนใช้กันสักกี่มากน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดียวนี้ โรงเรียนบนภูเขา กลางทุ่ง ก็มีคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อสิบปีก่อนเครื่องเป็นแสน ถูกที่สุดก็หลักหมื่น ใครจะใช้ได้กันกี่คน แต่เดียวนี้ เครื่องละพันสองพันก็มี ใช้กันตั้งแต่ตึกสูงในเมืองใหญ่ยันภูสูงป่ากว้างเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดียวนี้ ชาวไร่ชาวนา นอกจากจะแบกจอบแบกเสียมแล้ว ยังพกโทรศัพท์มือถือไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้บางพื้นที่จะไม่ค่อยมีคลื่น ก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปโทรจนโดนมดแดงกัด เหมือนที่ ปอยฝ้าย มาลัยพร ร้องไว้ ถึงเกินจริงอยู่บ้าง นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของโทรศัพท์มือถืออย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรากฎตัวของโทรศัพท์มือถือในเพลงลูกทุ่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะชัดเจนที่สุดก็ในเพลง มนต์รัก ตจว। ที่ขับร้องโดย แดง จิตกร ในมิวสิควีดิโอ พระเอกลงทุนซื้อโทรศัพท์มือถือให้นางเอก เพื่อเอาไว้โทรนัดกัน ล่าสุดก็ในเพลง โทรหาแหน่เด้อ ขับร้อง โดย ต่าย อรทัย ที่เคยโด่งดัง หลายคนคงจำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โทรศัพท์มือถือในเพลงลูกทุ่ง ผมว่า นอกจากเป็นเครื่องมือที่นักแต่งเพลงนำมาใช้ในการสื่อความคิดแล้ว ยังสะท้อนนัยหลายอย่างทางสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นัยแรก นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อิทธิพลการสื่อสารที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในที่นี่ก็คือโทรศัพท์มือถือ ได้แผ่กระจายไปสู่ประชาชนชั้นรากหญ้าอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นัยที่สอง เมื่อโทรศัพท์มือถือลงไปถึงรากหญ้า ทำให้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในวัฒนธรรมการสื่อสาร เมื่อเป็นเครื่องมือแล้วย่อมหมายความว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างบุคคล เมื่อเกิดความสะดวกย่อมทำให้คนใช้เกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินแล้วย่อมจะขาดไม่ได้ เมื่อขาดไม่ได้ก็ย่อมต้องใช้เครื่องมือนี้ตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นัยที่สาม นี่เป็นการครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จของทุนเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่สามารถสร้างสินค้าของตนให้กลายเป็นเครื่องมือในวัฒนธรรมการสื่อสารที่คนทุกระดับชั้นในสังคมจำเป็นต้องใช้ ซึ่งนำไปสู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นัยที่สี่ ใครครอบครองส่วนแบ่งในวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่นี้ได้แล้ว นอกจากกำไรในทางธุรกิจ ยังสามารถแผ่อิทธิพลครอบงำความคิด วิถีชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า อันจะนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆได้อีกนับไม่ถ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดดูเถอะครับว่า ถ้าคนไม่ได้โทรศัพท์หากันแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้กินข้าวอย่างที่ต่าย อรทัยร้องไว้ คนตั้ง 60 กว่าล้านคน กินข้าววันละสามมื้อ โทรศัพท์หากันเพื่อจะได้รู้สึกอิ่มหรือกินข้าวอร่อย ทีนี้ ใครล่ะจะรวย&lt;br /&gt;นั่นน่ะสิ ใครรวย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-8532710079495055719?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/8532710079495055719/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=8532710079495055719' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/8532710079495055719'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/8532710079495055719'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post_8180.html' title='บ่ได้โทรหาคือจังบ่ได้กินข้าว'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-6929224026305924657</id><published>2008-01-13T14:14:00.000-08:00</published><updated>2008-01-13T14:18:29.598-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บ้านนอกในเมือง'/><title type='text'>ผักบ้านนอก</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อากาศกรุงเทพฯสะอาดในตอนเช้ามืด อุณหภูมิก็ต่ำทำให้สบายตัว ตื่นแต่เช้าในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดจึงมีความหมายพิเศษ คือมาสูดอากาศบริสุทธิ์และอาบบรรยากาศดีๆ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่นอนดึกจนเกินไปผมต้องตื่นแต่เช้ามืดในวันเสาร์และอาทิตย์ เดินไปใส่บาตรที่สวนสุขภาพของการเคหะแห่งชาติบางกะปิ มีถนนตัดจากถนนนวมินทร์ไปทะลุถนนเสรีไทใกล้ๆสี่แยกนิด้า ผ่านบ้านเรือนและแฟลตของการเคหะซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถนนสายนั้นกลายเป็นตลาดยามเช้าไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มีแผงขายสินค้ามากมายเรียงรายสองข้างทาง ส่วนมากเป็นอาหารทั้งหวานคาว ผักปลาสดๆก็มีขาย ของใช้ต่างๆก็มีให้เลือก ไม้ประดับก็มีให้ดู มีแผงขายกับข้าวดอกไม้ธูปเทียนสำหรับใส่บาตร ดังนั้นยามเช้าของที่นี่ นอกจากผู้คนธรรมดาแล้ว ยังมีภิกษุสามเณรมาบิณฑบาตรเป็นอันมาก &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในสวนมีเวทีและลานกว้างสำหรับออกกำลังกาย บนเวทีที่ยกขึ้นสูงมีผู้นำเต้นแอโรบิคเปิดเพลงให้จังหวะคึกคัก มีผู้คนตั้งแต่วัยหนุ่มสาวถึงเฒ่าชราเต้นตามกันครึกครื้น เสร็จจากออกกำลังกายแล้วก็แวะหาของกินก่อนกลับบ้าน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลังจากใส่บาตรแล้วผมก็เดินดูของไปเรื่อยเปื่อย บางวันก็ซื้อขนมครกไปฝากเจ้าตัวเล็กที่บ้าน หรือไม่ก็ข้าวเหนียวไก่ทอด แถมปลาท่องโก๋ไปฝากแม่ของลูกอีกด้วย&lt;br /&gt;ผมชอบเดินดูไม้ประดับและผักสดเป็นที่สุด ดูสีเขียวๆของพืชผักแล้วชุ่มเย็นใจ มีอยู่เจ้าหนึ่งที่เห็นครั้งแรกแล้วรู้ว่าแตกต่างจากแผงอื่นๆ ผักเจ้านี้มีลักษณะพิเศษ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"ปลูกเองหรือครับนี่" ผมถามขณะหยิบผักชีฝรั่งขึ้นมาดูใกล้ๆ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"ใช่จะพี่" คนขายวัยยังสาวตอบ "ปลูกเองหมดทุกอย่างเลย" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"เอ้อดีนะ คงไม่มีพิษ" ผมพูดเชิงถาม คนขายยิ้มให้ "มาจากไหนล่ะครับ" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"กาฬสินธุ์ค่ะ" ผมแปลกเมื่อได้รับคำตอบ แล้วเปลี่ยนภาษาพูดโดยฉับพลัน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"โฮ้! คือมาไกลแท้" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เธอบอกว่าออกมาตั้งแต่ตีสามตีสี่ มาถึงนี่ก็พอดีได้เวลาตั้งแผง ผมไม่ได้สอบถามว่าทำไมจึงมาขายถึงกรุงเทพฯ ได้แต่ซื้อผักจากเธอหลายชนิด รวมทั้งผักชีฝรั่งกำใหญ่ ตั้งใจเอามาปลูกไว้กินเอง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมซื้อผักจากเธออีกหลายครั้ง หลายเดือนต่อมาเธอก็ไม่ได้มาขายอีก ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ส่วนผักชีฝรั่งที่ผมซื้อมาปลูกนั้นก็ตายไปหมดแล้ว อยู่ๆก็ตายไปเฉยๆ&lt;br /&gt;ผมได้แต่สันนิษฐานเอาเองว่า มันคงเป็นผักที่รักศักดิ์ศรีบ้านนอก รักที่จะอยู่ในดินที่กาฬสินธุ์ จึงตัดสินใจตายดีกว่าอยู่เป็นผักในกระถางที่กรุงเทพฯ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-6929224026305924657?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/6929224026305924657/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=6929224026305924657' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/6929224026305924657'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/6929224026305924657'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post_6206.html' title='ผักบ้านนอก'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-3849710681476564973</id><published>2008-01-13T14:04:00.000-08:00</published><updated>2008-01-13T14:14:13.714-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บ้านนอกในเมือง'/><title type='text'>ข้างถนน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กลิ่นพริกสดผสมกับกลิ่นกระเทียมและหัวหอมแตะจมูกขณะเดินผ่าน กลิ่นซึมซ่านเข้าไปถึงใจ ทำให้หันหลังกลับแล้วเดินมาสู่แหล่งกำเนิดกลิ่นนั้น&lt;br /&gt;พริกสดลูกอวบๆ กระเทียมกลีใหญ่ๆ หัวหอมแดง เสียบไม้ย่างไฟจนเกรียม กองอยู่บนรถเข็น มีตะแกรงใส่ผักสดผักต้ม พร้อมทั้งปลาทูที่ย่างแล้วอีกนับสิบๆตัววางอยู่เต็มพื้นที่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงหน้าบ่งบอกเป็นคนอีสานกำลังตำน้ำพริกอย่างตั้งอกตั้งใจ กลิ่นหอมน้ำพริกไม่เพียงแต่ทำให้นึกถึงข้าวร้อนๆเท่านั้น ยังทำให้นึกถึงวันเวลาของชีวิตที่ผ่านมาแล้วแสนไกล &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กลิ่นนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน โชยออกมาจากเตาไฟที่ใช้เป็นครัวประกอบอาหาร เป็นกลิ่นของความอร่อยที่เกิดจากมือของแม่ ตอนนี้-ในปัจจุบันกาลของชีวิต ปรากฏอยู่ ณ ริมถนนในเมืองใหญ่ ด้วยฝีมือของผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเธออาจเป็นแม่ แต่ลูกของเธอไม่ได้มาดมกลิ่นน้ำพริกจากฝีมือแม่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;"โอ้ย! คือหอมแท้" ผมบอกผู้หญิงที่กำลังตำน้ำพริก "หอมปานอีแม่ทำตอนเป็นเด็กน้อย" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เธอหยุดมือ เงยหน้ามามอง ยิ้มรับคำทักทาย&lt;br /&gt;"เอาไปลองสักครกบ่" เธอเชิญชวน "เผื่อจะแซบเหมือนแม่ทำ"&lt;br /&gt;ผมบอกเธอว่า เอาแบลาวๆ เน้นใส่น้ำปลาร้าเยอะๆ แต่อย่าเผ็ดมาก&lt;br /&gt;"ลิ้นมันดัดจริตแล้ว" ผมบอกเธอ "มันเป็นลิ้นกรุงเทพฯ กินเผ็ดหลายบ่ได้ ปากพอง" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เธอยิ้ม ขณะที่ลงมือปรุงน้ำพริกตามสั่ง เอาพริกใส่ครกสามเม็ด หอม กระเทียม แล้วโขกผสมกัน จากนั้นก็หยิบปลาทูที่แกะก้างเรียบร้อยแล้วใส่ตามลงไป โขลกอยู่สักพักก็ตักน้ำปลาร้าหอมเร้าใจลงไป คนให้เข้ากัน โรยด้วยหอมหั่น ตักใส่ถุง รัดจนแน่น ใส่ถุงหูหิ้ว&lt;br /&gt;ผมหยิบผักกาดต้มใส่ถุงมัดหนึ่ง คิดเงินรวมเป็นยี่สิบบาท &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;"ให้แซบให้นัว" เธอบอก ขอให้อร่อยกับการกิน&lt;br /&gt;"ให้ขายดิบขายดี ปลาบ่มีเน่า ผักบ่มีเปื่อย" ผมอวยพร&lt;br /&gt;"หมดอยู่ดอก" เธอบอก "เดี่ยวนี้ คนกินแบบนี้ทั้งลาวทั้งไทย" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงตอนกินข้าว นอกจากผัดผักบุ้งที่เด็ดมาจากสวนในบ้าน แกงจืดที่ทำเองแล้ว เราสามคนพ่อแม่ลูกก็ได้อร่อยกับน้ำพริกจากรถเข็นข้างถนน &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ลูกสาววัยสิบขวบของผมลองกินน้ำพริกไปคำหนึ่ง เธอรีบดื่มน้ำเพราะเผ็ด แต่ยังไม่วายบอกว่า "แซบอีหลีเด้อ พ่อ" อันเป็นภาษาลาวประโยคเดียวที่เธอพูดได้&lt;br /&gt;ผมถึงถึงคำพูดของคนขาย "คนกินแบบนี้ทั้งลาวทั้งไทย" &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เธอไม่โกหกแน่นอนครับ ครอบครัวผมขอยืนยัน। &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-3849710681476564973?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/3849710681476564973/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=3849710681476564973' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/3849710681476564973'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/3849710681476564973'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post_13.html' title='ข้างถนน'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-135230877630705754</id><published>2008-01-12T11:45:00.000-08:00</published><updated>2008-12-08T19:01:08.202-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เล่าความหลัง'/><title type='text'>ลมแล้งและแมงกุดจี่</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4kZqWrrd2I/AAAAAAAAABc/yLhKZr-dXzk/s1600-h/à¸à¸¸à¸à¸à¸µà¹00.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5154679463936227170" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4kZqWrrd2I/AAAAAAAAABc/yLhKZr-dXzk/s320/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%8800.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ปลายเดือนสามต้นเดือนสี่ อากาศร้อนมาเยือนท้องทุ่ง ตอฟางที่ร้างรวงข้าวตั้งแต่เดือนสิบสองต่อเดือนอ้ายเดือนยี่ ถึงบัดนี้ผุเปื่อยไปมาก กลายเป็นเศษฝุ่นเยื่อฟางกลางท้องทุ่ง ส่วนที่ยังไม่เปื่อยก็ล้มราบลงคลุมดิน ยอดหญ้าเลื้อยลอดไปใต้ฟาง แต่ละยอดแต่ละใบอวบงาม สวยเหมือนแตงร่มใบ เจ้าทุยผู้ชาญฉลาดก็พลิกฟางแทะเล็มกินยอดหญ้าอวบๆเหล่านี้อย่างเอร็ดอร่อย กลางแดดร้อนและสายลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากวันใดอากาศแปรปรวนเหมือนแผ่นดินอาเพศ ลมหมุนจะอุ้มเอาเศษฟางเศษหญ้า ฝุ่นดินฝุ่นทรายจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน บางครั้งฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก ลมแรงถึงขนาดไม้เล็กลู่ กิ่งไม้หัก นกกาแตกตื่นกันแซวๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ส่วนมากแล้วลมทุ่งที่ว่านี้ไม่แรงนัก พัดหมุนเป็นเกลียวมาพอให้เด็กๆสนุกสนาน วิ่งเข้าไปต้าน หรือไม่ก็ถอดเสื้อโยนเข้าไป เสื้อจะปลิวไปตามแรงลมพัดเหมือนกับเศษฟางเศษใบไม้ บางครั้งก็ขึ้นไปสถิตบนยอดจานหรือสะแกนา ร้อนถึงเจ้าของต้องปีนไปเก็บอย่างทุลักทุเล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เรียกว่าลมหัวกุด เกิดจากการเคลื่อนตัวของอากาศเป็นลักษณะวงกลม เขาว่าเหมือนพายุทอร์นาโดที่ชอบเกิดในเมืองฝรั่งอเมริกา แต่ในทุ่งอีสานบ้านเฮานั้นมีความรุนแรงน้อยกว่านัก ถ้าเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดแล้ว ลมหัวกุดก็คงเป็นได้แค่ลมที่เป่าออกมาจากปากคนกระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลางแดดร้อนจ้าของหน้าแล้ง ลมหัวกุดพัดมา เด็กเลี้ยงควายโห่ร้องก้องทุ่งวิ่งเข้าหาลม เศษอะไรต่อมิอะไรโดนเนื้อหนังแสบๆคันๆ เจ้าทุยที่เล็มหญ้าอยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยหรือหนวกหูก็ไม่รู้ได้ เมื่อเห็นว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตัวก็ก้มหน้าเล็มหญ้าต่อไป ก่อนค่ำต้องหากินให้ได้มากที่สุด คืนนี้จะได้นอนเคี้ยวเอื้องให้สบายอารมณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายตัวหลบแดดใต้ต้นไม้ พักเอาแรงให้หายร้อน เจ้าลูกแหง่ดูดนมแม่อยู่หงึกหงักๆ นางแม่ก็เดินหากินไปเรื่อย ตัวลูกดูดนมพลางเดินตามแม่พลาง ดูทุลักทุเลพิลึก แต่ทั้งแม่ทั้งลูกก็เดินไปด้วยกันอย่างนี้จนลูกอิ่มนม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กเลี้ยงควายบางคนที่มีเจ้าลูกแหง่ จัดแจงลงมือพลิกฟางหาหญ้ายอดอวบๆ ให้ควายน้อยเจ้าตัวเล็กรู้ว่าเจ้าของมีหญ้าอ่อนอร่อยให้กินจึงเดินตามต้อยๆ คอยแลบลิ้นตวัดเอาจากมือเจ้านาย บางคราวร้องแหงะๆ เหมือนจะขอบใจหรือไม่ก็ทวงหญ้า ปากเล็กๆของมันกินไม่เคยอิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าปากของสัตว์ชนิดใดก็เหมือนกัน คือถมไม่เคยเต็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปากคนก็คือกันกับปากควายนั่นแหละ ผิดแต่ว่าคนกินข้าวแต่ควายกินหญ้า ต่างคนต่าง&lt;br /&gt;พึ่งพาอาศัยกัน เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากกันมานมนาน เจ้าทุยเพื่อนคนลากไถทำนาและงานอื่นอีกสารพัด เพื่อให้คนมีชีวิตอยู่ คนก็เลี้ยงดูเจ้าทุยให้อิ่มหนำ คนรักควาย ควายก็รักเจ้าของ ดูเหมือนมันจะให้มากกว่ารับด้วยซ้ำ ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ขี้มันก็ยังเบ่งออกมาเพื่อคน&lt;br /&gt;ขี้ควายเอาใช้ทำปุ๋ยและเป็นที่อาศัยของแมงกุดจี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมงกุดจี่ โอ้! แมลงปีกแข็งตัวน้อยนี้แซบหลาย เจ้าจังแม่นแซบอีหลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเจ้าทุยเพื่อนแท้เบ่งก้อนสีดำๆ ออกจากก้นลงดิน เด็กเลี้ยงควายมาเจอเข้ามักจะทำหมายจับจองเอาไว้เป็นเบื้องต้น ถ่มน้ำลายรดใส่แล้วหาไม้เล็กๆ ปักไว้ เป็นสัญลักษณ์บอกว่าขี้กองนี้มีคนจองแล้วนะ อาจจะแถมคำสาปแช่งเอาไว้ด้วย ผู้ใดเห็นหมายนี้ยังมาขุดเอาจุดจี่ก็ให้ขี้แตกตาย...&lt;br /&gt;คราวใดที่คำหล้าไปเลี้ยงควายตอนกลางวันกับคำแพง-พี่สาว เมื่อควายของตัวเบ่งออกมา เด็กชายก็หากิ่งไม้มาปักไว้เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อต่างคนต่างรู้ธรรมเนียมนี้ดี จะมีใครกล้าละเมิด แม้ยังไม่มีใครเอาไปแล้วขี้แตกตายให้เห็น แต่ก็หามีใครทำไม่ นี่คงถือเป็นจรรยาบรรณของนักล่าจุดจี่วัยเยาว์แห่งท้องทุ่งได้กระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รุ่งแจ้งพอพุมพู ตื่นเช้าตรู่รีบออกมา...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสงแรกของตะวันเรืองๆที่ขอบฟ้า ไก่เตรียมจะลงจากคอน นกเตรียมจะร่อนจากรัง เสียงหมูหมากาไก่และผู้คนดังต้อนรับวันใหม่ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตื่นจากหลับแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงเวลาของนักล่าทั้งวัยเยาว์และวัยยานออกปฏิบัติการรุ่งอรุณ เป้าหมายคือทุ่งนา แน่นอน นักล่ารุ่นจิ๋วมือวางทุกอันดับย่อมไม่พลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าๆอย่างนี้ ที่ไหนมีกองขี้ควาย ที่นั่นมีแมงจกุดจี่&lt;br /&gt;อากาศยามเช้าของหน้าแล้งเย็นๆอุ่นๆ ลมจากทุ่งพัดมาอ่อนๆ พาเอากลิ่นหอมของฟางแห้งและดินนาที่ได้น้ำค้างแต่เมื่อคืนมาสัมผัสจมูก กลิ่นหอมของทุ่งยามเช้าชื่นใจหลาย นักล่าสูดอากาศสดชื่นเต็มปอด กระชับเสียมกับกระป๋องทะมัดทะแมง เดินสอดส่ายสายตาหากองขี้ควาย&lt;br /&gt;นั่นไงอยู่นั่นแล้ว&lt;br /&gt;พอเดินเข้าไปถึงก็ได้ยิ้มเต็มหน้า ขี้ควายกองใหญ่มีขุยดินจากการขุดของแมงกุดจี่อยู่เต็ม ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้หนอ&lt;br /&gt;ค่อยบรรจงเอาเสียมเปิดหน้าออก แมงกุดจี่ตัวเล็กตัวน้อยเต็มอยู่ในนั้น เก็บใส่กระป๋องเสียให้หมด จากนั้นจึงขุดเอาตัวใหญ่ที่กินอิ่มแล้วขุดรูลงไปอยู่ในดิน ขุดลงไปสักคืบก็เจอเจ้าตัวปีกแข็งสีดำมะ เมื่อมตัวใหญ่ กองนี้ได้สี่ห้าตัว รวมตัวเล็กตัวน้อยอีกเป็นกอบ เจออย่างนี้อีกสักสองสามครั้งมีหวังอิ่มกันทั้งบ้าน&lt;br /&gt;เออ นี่แหละหนาเจ้าทุยเพื่อนแท้ แม้แต่ขี้ยังมีประโยชน์ วันนี้ต้องหาหญ้าให้กินสักหลายๆ กำแล้ว&lt;br /&gt;แดดอ่อนอากาศอุ่น นักล่าแห่งท้องทุ่งกลับถึงเรือน แกะปีกแคะขี้แมงกุดจี่ตัวใหญ่ ล้างน้ำแล้วนำไปทำอาหาร เจ้าตัวเล็กๆไม่ต้องแกะปีก เอาทั้งตัวนั่นแหละดี จะทำอย่างไรกินก็แล้วแต่อัธยาศัย ใส่เกลือคั่วก็อร่อย หรือคั่วแล้วเอามาตำกับพริกก็แซบ แกงใส่ผักใส่หน่อไม้ก็ดีแท้ๆ&lt;br /&gt;หอมเข้าไปถึงท้อง แซบเข้าไปถึงใจ เหลือจากมื้อเช้าห่อเอาไปกินมื้อเที่ยงตอนเลี้ยงเจ้าทุย&lt;br /&gt;กลางทุ่งได้อีก แซบกันไปทั้งวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายเดือนสามถึงต้นเดือนสี่ ลมร้อนยังไม่แรงนัก อากาศแห่งท้องทุ่งในยามเช้ายังเย็นๆ&lt;br /&gt;แมงกุดจี่ยังชุม นักล่าวัยเยาว์ยังปฏิบัติการรุ่งอรุณได้ผลตามเป้าหมาย ยอดหญ้าอวบๆยังคงมีซุกอยู่ใต้ร่มฟาง งามเหมือนแตงร่มใบ เป็นอาหารอันโอชะของเจ้าทุย ผ่านกระบวนการย่อยสลายกลายมาเป็นอาหารแมงกุดจี่อีกทอดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วแมงกุดจี่ก็กลายมาเป็นแซบอีหลีของคน คนผู้ซึ่งเป็นเพื่อนของทุยกลางทุ่งกว้างในแดดจ้าและลมแรง&lt;br /&gt;ลมที่เรียกกันว่าลมหัวกุด หมุนวนมาตามทุ่งนา พาเศษฟางเศษหญ้าปลิวว่อน ให้เด็กเลี้ยงควายวิ่งเข้าเล่นลม โยนเสื้อให้ลมพัดพาไปค้างบนยอดไม้ กางแขนกางขาวิ่งตามไป&lt;br /&gt;ดูแล้วเหมือนแมงกุดจี่กำลังร่าเริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://geenoon.blogspot.com/2008/01/2.html"&gt;อ่านเรื่องก่อนหน้านี้ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-135230877630705754?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/135230877630705754/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=135230877630705754' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/135230877630705754'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/135230877630705754'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post_12.html' title='ลมแล้งและแมงกุดจี่'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4kZqWrrd2I/AAAAAAAAABc/yLhKZr-dXzk/s72-c/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%8800.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-7713621762062740601</id><published>2008-01-12T11:34:00.000-08:00</published><updated>2008-01-12T16:46:52.363-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วรรณกรรมอีสาน'/><title type='text'>ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (2)</title><content type='html'>คราวที่แล้วผมได้สรุปแก่นความคิดจากวรรณกรรมเรื่องย่าสอนหลาน อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนอีสานบ้านเฮาเอาไว้ ว่ามีอยู่หลายประเด็น คราวนี้จะขอเล่าถึงแต่ละประเด็นโดยละเอียด เพื่อให้เห็นถึง "แก่น" หรือ "วิสัยทัศน์" แห่งบรรพบุรุษอีสาน ว่าท่านมีความลึกซึ้งต่อโลกและชีวิตขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่ 1। ก็คือ ว่าด้วยการสอนให้ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นสิ่งแรกสุดในวรรณคดีเรื่องย่าสอนหลาน โดยย่าได้ย้ำให้ลูกหลานทั้งหญิงชายเข้าเรียนเขียนอ่าน เพื่อจะได้มีความรู้ใส่ตัว เพราะความรู้นั้นทำให้สามารถประกอบกิจใดๆได้ก้าวหน้ารุ่งเรือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจเรียกได้ว่า อันวิชาความรู้นั้นเป็นสินทรัพย์เอาไปแปลงเป็นทุนได้ทันที มีปัญญาความรู้ก็เป็นเสมือนมีทุนก้อนใหญ่ที่ใช้ไม่หมด เอามาใช้ได้ทันที ไม่ต้องไปพึ่งธนาคาร&lt;br /&gt;ย่าได้สอนบรรดาบักหำน้อยอีนางน้อยลูกหลานเป็นที่รักว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"…ฝูงปวงเจ้ายังเยาว์ บ่ทันใหญ่&lt;br /&gt;อย่าได้ประมาทม้าง มัวเหล้นบ่ดีฯ&lt;br /&gt;ให้ฮีบพากันเข้า โรงเรียนเขียนอ่าน หลานเอยฯ&lt;br /&gt;อย่าได้คึดขี้คร้าน ความฮู้ให้หมั่นหาฯ&lt;br /&gt;ให้พากันศึกษาฮู้ วิชาการกิจชอบ&lt;br /&gt;ฮีบประกอบไว้ ไปหน้าสิฮุ่งเฮืองฯ…"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปลเป็นภาษาปัจจุบันก็ได้ว่า ลูกหลานที่ยังเยาว์วัยอยู่ อย่าได้เอาแต่เที่ยวเล่น ให้พากันหมั่นศึกษาเล่าเรียนให้จงหนัก อย่าได้เกียจคร้านตัวเป็นขน เพราะหากรีบหาวิชาความรู้ไว้ในตัวแล้ว จะทำอะไรในภายหน้าก็จะมีแต่ความรุ่งเรืองก้าวหน้า นั่นแลฯ&lt;br /&gt;อันวิชาการความรู้ที่ว่านี้ ต้องเป็นความรู้ในทางที่ดีด้วย เป็นวิชาการกิจชอบ ฉะนั้น ความรู้แบบไม่ชอบ เช่นการงัดแงะบ้านเรือนผู้คนเพื่อจะยกโทรทัศน์พัดลมเขาไปขาย หรือวิชางัดตู้โทรศัพท์สาธารณะเอาเงินไปใช้ หรือวิชาในทางโจรนั้น ย่าห้ามเด็ดขาด เอาแต่ความรู้ในกิจที่ชอบเท่านั้น&lt;br /&gt;ความรู้นั้น คนโบราณให้ความสำคัญมาก ทำให้มีทั้งยศมีทั้งทรัพย์ อย่างที่ย่าสอนไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"…ยามเมื่อเจ้าหนุ่มน้อย ให้ฮีบฮ่ำเฮียนคุณ&lt;br /&gt;ยามเมื่อบุญเฮามี สิใหญ่สูงเพียงฟ้า&lt;br /&gt;ไปภายหน้า สิหาเงินได้ง่าย&lt;br /&gt;ใผผู้ความฮู้ตื้น เงินล้านบ่แกว่นถง…"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้จึงเป็นของแท้แน่นอน ทำให้ ใหญ่สูงเพียงฟ้า ได้ และทำให้หาเงินทองได้ง่ายด้วย คนที่ไม่มีความรู้นั่นสิจะลำบาก เพราะจะตกอยู่ในภาวะแบบ ใผผู้ความฮู้ตื้น เงินล้านบ่แกว่นถง เอาได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม ดูเหมือนย่าจะเน้นเรื่องหาเงินทองจัง ราวกับว่าเงินทองเป็นคำตอบเดียวในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เป็นเช่นนี้มิได้หมายความว่าย่าเป็นคนเห็นแก่เงินหรอก แต่เพราะสามารถยกให้เห็นได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และโดยธรรมชาติแล้ว คนน่ะมีไหมที่ไม่ชอบเงิน เมื่อยกเอาสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นสิ่งที่คนชอบขึ้นมาแล้วไซร้ ก็ย่อมจะสามารถดึงดูความสนใจของผู้คนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็นับเป็นกลวิธีหนึ่งในการสอนของคนโบราณ อย่างที่ท่านสุนทรภู่ได้รจนาไว้ว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" นั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีใครบ้างที่พูดถึงทรัพย์แล้วไม่ตาโต เมื่ออยากได้ทรัพย์ก็ต้องแสวงหาความรู้ เมื่อมีความรู้ก็ย่อมจะหาทรัพย์มาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่น ไม่เป็นเพลี้ยคอยเกาะคอยดูดกินน้ำชีวิตของผู้อื่น เมื่อมีทรัพย์จนเหลือใช้แล้วก็ยังจะมีแบ่งปันให้แก่คนที่ไม่มีได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้น การมีทรัพย์มากและสละให้คนอื่นได้ นอกจากมีวิชาความรู้แล้ว ก็ย่อมจะเป็นคนที่มีคุณธรรมอีกด้วย การที่จะมีคุณธรรมใดๆได้ก็ย่อมเป็นเพราะได้รับคำสั่งสอนที่ดี และคนที่สั่งสอนสิ่งดีๆให้ก็คือย่านั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงแล้วย่าก็ไม่ได้เน้นที่เงินเพียงอย่างเดียว แต่ย่าชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของความรู้ในทางอื่นด้วย โดยเฉพาะเป็นบันใดยกระดับคุณภาพชีวิต หรือฐานะทางสังคมของคนได้อีกด้วย ว่า คนมีความรู้นั้น…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"…สิได้เป็นขุนขึ้น ครองเมืองตุ้มไพร่&lt;br /&gt;สิได้เป็นใหญ่ชั้น แนวเชื้อชาตินาย แท้ดายฯ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความของย่าข้อนี้ในปัจจุบันนั้นตรงเผง ก็แหม! ดูสิ นายกรัฐมนตรีก็ เรียนสูงถึงดอกเตอร์ รองนายกฯก็ดอกเตอร์ รัฐมนตรีหลายคนก็ดอกเตอร์ ไม่นับบรรดาท่านผู้ช่วยฯ ท่านเลขาฯ ท่าน สส। ท่าน สว. ท่าน ที่ปรึกษาฯ ก็มีดอกเตอร์กันเต็มไปหมด ท่านพวกนี้ได้ดิบได้ดีอย่างที่ย่าว่าไว้เปี๊ยบเลย ตำแหน่งแห่งที่ของพวกท่านก็ระดับ 'ขุน' หรือผู้นำที่ ครองเมืองตุ้มไพร่ - ปกครองไพร่ฟ้ากันทั้งนั้นแหละ และ 'เป็นใหญ่ชั้น แนวเชื้อชาตินาย' -เป็นใหญ่เป็นโตระดับนายคนกันทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นไหมล่ะว่าย่าโบราณของคนอีสานบ้านเฮาท่านมีวิสัยทัศน์ขนาดไหน ท่านสอนไว้ตั้งนมนานกาเลแล้ว แต่ก็แม่นเหมือนตาเห็นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นคุณย่า Post Modern ที่ Post ยิ่งกว่าพวก Post Modern ของแท้เสียอีกแน่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post.html"&gt;อ่านเรื่องที่ผ่านมาที่นี่&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-7713621762062740601?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/7713621762062740601/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=7713621762062740601' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/7713621762062740601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/7713621762062740601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/2.html' title='ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (2)'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8536928870861776082.post-5996877198326033439</id><published>2008-01-11T15:32:00.001-08:00</published><updated>2008-12-08T19:01:08.473-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วรรณกรรมอีสาน'/><title type='text'>ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (1)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4f9MGrrdxI/AAAAAAAAAAc/BNWzORseGQM/s1600-h/à¸à¸´à¸à¸¹à¸01.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5154366682942895890" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4f9MGrrdxI/AAAAAAAAAAc/BNWzORseGQM/s320/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%9901.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาคอีสานของเรานั้นอุดมไปด้วยสมบัติทางภูมิปัญญาจนไม่อาจประเมินค่าได้ โดยเฉพาะสมบัติทางด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นที่ประจักษ์มานานแล้วว่า มีมากมายเป็นอัตปือ วรรณกรรมก็เป็นหนึ่งในมวลมรดกด้านศิลปวัฒนธรรม และวรรณกรรมอีสานบ้านเฮานั้นมีหลายหลากมากแท้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;คนรุ่นอายุสัก 40 ปีขึ้นไปย่อมคุ้นเคยกับวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการบอกเล่าจากปากต่อปาก เรื่องที่ได้รับการบอกเล่ามากที่สุด ถือเป็นเรื่องยอดนอยมก็เห็นจะเป็นเซียงเมี่ยง รองลงมาก็ ขูลูนางอั้ว พญาแถน ท้าวก่ำกาดำ ฯลฯ และนิทานก้อมที่เน้นตลกเสียดสีสนุกสนานและโป๊หน่อยๆเฉียดๆเรตเอ็กซ์ก็มีไม่น้อย ฟังทีไรก็สร้างความครื้นเครงทั้งผู้พูดและผู้ฟัง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ส่วนที่เป็นเรื่องราวที่เน้นแก่นความคิดเรื่องความดีความงาม วิธีปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม ศีลธรรมและจริยธรรมโดยตรงก็มี อย่างเช่น วรรณกรรมเรื่อง ย่าสอนหลาน ซึ่งเป็นเพชรเม็ดหนึ่งของปรัชญาอีสานว่าด้วยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ซึ่งพ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ปราชญ์ใหญ่อีสานได้กล่าวถึงที่มาไว้ว่ามาจากการแบ่งหน้าที่ของคนสมัยโบราณซึ่ง "…การอบรมสั่งสอนลูกหลานในสมัยโบราณ เป็นหน้าที่ของย่า เพราะย่านั้นทำงานหนักไม่ได้ งานที่ย่าถนัดคืองานอบรมสั่งสอนลูกหลาน ปกติลูกหลานมีความเคารพยำเกรงย่าอยู่แล้ว เมื่อย่าอบรมสั่งสอนอะไรก็มักเชื่อถือ แล้วนำไปปฏิบัติตาม ดังนั้น ลูกหลานในสมัยโบราณจึงเป็นคนสุภาพ เรียบร้อย มีศีลสัตย์วัฒนธรรม เป็นคนขยันหมั่นเพียร…" ซึ่งข้อวิเคราะห์ของ พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง นี้ได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคมในสมัยก่อน ที่ลูกหลานเคารพนบนอบบุรพากรี เชื่อฟังผู้ใหญ่ ทำให้คงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในสมัยปัจจุบันนี้ดอก ที่ผู้น้อยไม่ค่อยเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่เอ็นดูผู้น้อย เด็กเมื่อวานซืนถอนหงอกผู้เฒ่า ผู้เฒ่าก็ชำเราเด็ก สังคมจึงวิปริตไปหมด&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมอ่านหนังสือเรื่อง ย่าสอนหลาน หลายรอบ ยิ่งอ่านยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งพิเคราะห์ แล้วเห็นจริงตามที่พ่อใหญ่ ปรีชา พิณทองได้บอกไว้ว่า มีคุณค่าหาคำสอนใดมาเปรียบเทียบได้ยาก เพราะเป็นคำสอนที่อ่านง่าย แต่เนื้อหาลึกซึ้งมาก หากคนสักครึ่งหนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งสอนนี้แล้ว ความสงบสุขย่อมเกิดแก่สังคมเป็นแน่&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิ่งที่ผมชอบเป็นอย่างมากก็คือ นิทานนี้เขียนเป็นร้อยกรอง เป็นผญาที่สละสลวย แต่ด้วยเหตุที่วรรณกรรมสมัยโบราณนั้นไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่ได้แต่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั้น ฉะนั้น เนื้อความในแต่ละท้องถิ่นอาจผิดเพี้ยนไปบ้าง เป็นการดีเหลือเกินที่พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ได้รวบรวมชำระไว้ แล้วจัดพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่ ซึ่งต้นฉบับที่ผมได้อ่านนั้น ก็เป็นฉบับที่พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ได้ชำระไว้นั่นเอง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง&lt;/strong&gt; นับเป็นปราชญ์ใหญ่ของอีสานที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อสังคมอีสานเรา วรรณกรรมเรื่องย่าสอนหลานที่ผมใช้อ้างอิงในการเล่าเรื่องในครั้งนี้ พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ได้อธิบายคำศัพท์อีสานโบราณไว้อย่างละเอียด ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและตีความ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ย่าสอนหลาน ได้เสนอแนวทางในการปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกันในสังคมไว้เป็นข้อๆ เรียกได้ว่าเป็น HOW TO ฉบับโบราณอีสานก็ย่อมได้ โดยแบ่งไว้ชัดเจนดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่ 1 ว่าด้วยการสอนให้ศึกษาเล่าเรียน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;แนวทางที่ 2 ว่าด้วยการสอนคนให้เป็นคน&lt;br /&gt;แนวทางที่ 3. ว่าด้วยการสอนให้รู้จักทำบุญ&lt;br /&gt;แนวทางที่ 4. สอนให้รู้จักกินอยู่&lt;br /&gt;แนวทางที่ 5. สอนให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ&lt;br /&gt;แนวทางที่ 6. สอนไม่ให้ลืมตัว&lt;br /&gt;แนวทางที่ 7. สอนให้รู้จักการทำงาน&lt;br /&gt;แนวทางที่ 8 .สอนเกี่ยวกับการพูดจา&lt;br /&gt;แนวทางที่ 9. สอนให้ละบาปสร้างบุญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นประเด็นที่ย่าสอนหลานให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เป็นการสอนที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงจากภายใน อันเป็นวิถีคิดแบบตะวันออก หากพูดกันตามภาษาสมัยใหม่ก็คงเรียกได้ว่า เป็น "9 กลยุทธ์ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข" หรือ "How to make yourself to be a good Man …" หรืออะไรสักอย่างทำนองนี้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพียงเก้าข้อเท่านี้แหละครับ ก็สามารถบันดาลให้มนุษย์ทั้งหลายสงบสุขได้ ถ้ายึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จะว่าไปแล้ว 9 แนวทางนี้ก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้บทบัญญัติศีลห้า และพรหมวิหารสี่ อันเป็นหลักพื้นฐานของพระพุทธศาสนา โดยนำมาอธิบายให้ง่ายขึ้น มีแนวทางปฏิบัติชัดเจน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นเรื่องประเด็นต่างๆที่ปรากฏในย่าสอนหลาน มรดกภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม ที่มีส่วนในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สังคมอีสานในกาลที่ผ่านมา&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8536928870861776082-5996877198326033439?l=geenoon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://geenoon.blogspot.com/feeds/5996877198326033439/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8536928870861776082&amp;postID=5996877198326033439' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/5996877198326033439'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8536928870861776082/posts/default/5996877198326033439'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://geenoon.blogspot.com/2008/01/blog-post.html' title='ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (1)'/><author><name>โกศล อนุสิม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12538822471223948370</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_U8XjMAQMqMM/R4f9MGrrdxI/AAAAAAAAAAc/BNWzORseGQM/s72-c/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%9901.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
