ข้างถนน
กลิ่นพริกสดผสมกับกลิ่นกระเทียมและหัวหอมแตะจมูกขณะเดินผ่าน กลิ่นซึมซ่านเข้าไปถึงใจ ทำให้หันหลังกลับแล้วเดินมาสู่แหล่งกำเนิดกลิ่นนั้น
พริกสดลูกอวบๆ กระเทียมกลีใหญ่ๆ หัวหอมแดง เสียบไม้ย่างไฟจนเกรียม กองอยู่บนรถเข็น มีตะแกรงใส่ผักสดผักต้ม พร้อมทั้งปลาทูที่ย่างแล้วอีกนับสิบๆตัววางอยู่เต็มพื้นที่
ผู้หญิงหน้าบ่งบอกเป็นคนอีสานกำลังตำน้ำพริกอย่างตั้งอกตั้งใจ กลิ่นหอมน้ำพริกไม่เพียงแต่ทำให้นึกถึงข้าวร้อนๆเท่านั้น ยังทำให้นึกถึงวันเวลาของชีวิตที่ผ่านมาแล้วแสนไกล
กลิ่นนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน โชยออกมาจากเตาไฟที่ใช้เป็นครัวประกอบอาหาร เป็นกลิ่นของความอร่อยที่เกิดจากมือของแม่ ตอนนี้-ในปัจจุบันกาลของชีวิต ปรากฏอยู่ ณ ริมถนนในเมืองใหญ่ ด้วยฝีมือของผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเธออาจเป็นแม่ แต่ลูกของเธอไม่ได้มาดมกลิ่นน้ำพริกจากฝีมือแม่
"เอาไปลองสักครกบ่" เธอเชิญชวน "เผื่อจะแซบเหมือนแม่ทำ"
ผมบอกเธอว่า เอาแบลาวๆ เน้นใส่น้ำปลาร้าเยอะๆ แต่อย่าเผ็ดมาก
"ลิ้นมันดัดจริตแล้ว" ผมบอกเธอ "มันเป็นลิ้นกรุงเทพฯ กินเผ็ดหลายบ่ได้ ปากพอง"
เธอยิ้ม ขณะที่ลงมือปรุงน้ำพริกตามสั่ง เอาพริกใส่ครกสามเม็ด หอม กระเทียม แล้วโขกผสมกัน จากนั้นก็หยิบปลาทูที่แกะก้างเรียบร้อยแล้วใส่ตามลงไป โขลกอยู่สักพักก็ตักน้ำปลาร้าหอมเร้าใจลงไป คนให้เข้ากัน โรยด้วยหอมหั่น ตักใส่ถุง รัดจนแน่น ใส่ถุงหูหิ้ว
ผมหยิบผักกาดต้มใส่ถุงมัดหนึ่ง คิดเงินรวมเป็นยี่สิบบาท
"ให้แซบให้นัว" เธอบอก ขอให้อร่อยกับการกิน
"ให้ขายดิบขายดี ปลาบ่มีเน่า ผักบ่มีเปื่อย" ผมอวยพร
"หมดอยู่ดอก" เธอบอก "เดี่ยวนี้ คนกินแบบนี้ทั้งลาวทั้งไทย"
เมื่อถึงตอนกินข้าว นอกจากผัดผักบุ้งที่เด็ดมาจากสวนในบ้าน แกงจืดที่ทำเองแล้ว เราสามคนพ่อแม่ลูกก็ได้อร่อยกับน้ำพริกจากรถเข็นข้างถนน
ลูกสาววัยสิบขวบของผมลองกินน้ำพริกไปคำหนึ่ง เธอรีบดื่มน้ำเพราะเผ็ด แต่ยังไม่วายบอกว่า "แซบอีหลีเด้อ พ่อ" อันเป็นภาษาลาวประโยคเดียวที่เธอพูดได้
ผมถึงถึงคำพูดของคนขาย "คนกินแบบนี้ทั้งลาวทั้งไทย"
เธอไม่โกหกแน่นอนครับ ครอบครัวผมขอยืนยัน।