ย่าสอนหลาน:ภูมิปัญญาอีสานในงานวรรณกรรม (2)
คราวที่แล้วผมได้สรุปแก่นความคิดจากวรรณกรรมเรื่องย่าสอนหลาน อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนอีสานบ้านเฮาเอาไว้ ว่ามีอยู่หลายประเด็น คราวนี้จะขอเล่าถึงแต่ละประเด็นโดยละเอียด เพื่อให้เห็นถึง "แก่น" หรือ "วิสัยทัศน์" แห่งบรรพบุรุษอีสาน ว่าท่านมีความลึกซึ้งต่อโลกและชีวิตขนาดไหน
แนวทางที่ 1। ก็คือ ว่าด้วยการสอนให้ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นสิ่งแรกสุดในวรรณคดีเรื่องย่าสอนหลาน โดยย่าได้ย้ำให้ลูกหลานทั้งหญิงชายเข้าเรียนเขียนอ่าน เพื่อจะได้มีความรู้ใส่ตัว เพราะความรู้นั้นทำให้สามารถประกอบกิจใดๆได้ก้าวหน้ารุ่งเรือง
ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจเรียกได้ว่า อันวิชาความรู้นั้นเป็นสินทรัพย์เอาไปแปลงเป็นทุนได้ทันที มีปัญญาความรู้ก็เป็นเสมือนมีทุนก้อนใหญ่ที่ใช้ไม่หมด เอามาใช้ได้ทันที ไม่ต้องไปพึ่งธนาคาร
ย่าได้สอนบรรดาบักหำน้อยอีนางน้อยลูกหลานเป็นที่รักว่า
"…ฝูงปวงเจ้ายังเยาว์ บ่ทันใหญ่
อย่าได้ประมาทม้าง มัวเหล้นบ่ดีฯ
ให้ฮีบพากันเข้า โรงเรียนเขียนอ่าน หลานเอยฯ
อย่าได้คึดขี้คร้าน ความฮู้ให้หมั่นหาฯ
ให้พากันศึกษาฮู้ วิชาการกิจชอบ
ฮีบประกอบไว้ ไปหน้าสิฮุ่งเฮืองฯ…"
แปลเป็นภาษาปัจจุบันก็ได้ว่า ลูกหลานที่ยังเยาว์วัยอยู่ อย่าได้เอาแต่เที่ยวเล่น ให้พากันหมั่นศึกษาเล่าเรียนให้จงหนัก อย่าได้เกียจคร้านตัวเป็นขน เพราะหากรีบหาวิชาความรู้ไว้ในตัวแล้ว จะทำอะไรในภายหน้าก็จะมีแต่ความรุ่งเรืองก้าวหน้า นั่นแลฯ
อันวิชาการความรู้ที่ว่านี้ ต้องเป็นความรู้ในทางที่ดีด้วย เป็นวิชาการกิจชอบ ฉะนั้น ความรู้แบบไม่ชอบ เช่นการงัดแงะบ้านเรือนผู้คนเพื่อจะยกโทรทัศน์พัดลมเขาไปขาย หรือวิชางัดตู้โทรศัพท์สาธารณะเอาเงินไปใช้ หรือวิชาในทางโจรนั้น ย่าห้ามเด็ดขาด เอาแต่ความรู้ในกิจที่ชอบเท่านั้น
ความรู้นั้น คนโบราณให้ความสำคัญมาก ทำให้มีทั้งยศมีทั้งทรัพย์ อย่างที่ย่าสอนไว้ว่า
"…ยามเมื่อเจ้าหนุ่มน้อย ให้ฮีบฮ่ำเฮียนคุณ
ยามเมื่อบุญเฮามี สิใหญ่สูงเพียงฟ้า
ไปภายหน้า สิหาเงินได้ง่าย
ใผผู้ความฮู้ตื้น เงินล้านบ่แกว่นถง…"
ความรู้จึงเป็นของแท้แน่นอน ทำให้ ใหญ่สูงเพียงฟ้า ได้ และทำให้หาเงินทองได้ง่ายด้วย คนที่ไม่มีความรู้นั่นสิจะลำบาก เพราะจะตกอยู่ในภาวะแบบ ใผผู้ความฮู้ตื้น เงินล้านบ่แกว่นถง เอาได้ง่ายๆ
บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม ดูเหมือนย่าจะเน้นเรื่องหาเงินทองจัง ราวกับว่าเงินทองเป็นคำตอบเดียวในชีวิต
ที่เป็นเช่นนี้มิได้หมายความว่าย่าเป็นคนเห็นแก่เงินหรอก แต่เพราะสามารถยกให้เห็นได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และโดยธรรมชาติแล้ว คนน่ะมีไหมที่ไม่ชอบเงิน เมื่อยกเอาสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นสิ่งที่คนชอบขึ้นมาแล้วไซร้ ก็ย่อมจะสามารถดึงดูความสนใจของผู้คนได้
นี่ก็นับเป็นกลวิธีหนึ่งในการสอนของคนโบราณ อย่างที่ท่านสุนทรภู่ได้รจนาไว้ว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" นั่นแหละ
มีใครบ้างที่พูดถึงทรัพย์แล้วไม่ตาโต เมื่ออยากได้ทรัพย์ก็ต้องแสวงหาความรู้ เมื่อมีความรู้ก็ย่อมจะหาทรัพย์มาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่น ไม่เป็นเพลี้ยคอยเกาะคอยดูดกินน้ำชีวิตของผู้อื่น เมื่อมีทรัพย์จนเหลือใช้แล้วก็ยังจะมีแบ่งปันให้แก่คนที่ไม่มีได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น การมีทรัพย์มากและสละให้คนอื่นได้ นอกจากมีวิชาความรู้แล้ว ก็ย่อมจะเป็นคนที่มีคุณธรรมอีกด้วย การที่จะมีคุณธรรมใดๆได้ก็ย่อมเป็นเพราะได้รับคำสั่งสอนที่ดี และคนที่สั่งสอนสิ่งดีๆให้ก็คือย่านั่นเอง
ที่จริงแล้วย่าก็ไม่ได้เน้นที่เงินเพียงอย่างเดียว แต่ย่าชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของความรู้ในทางอื่นด้วย โดยเฉพาะเป็นบันใดยกระดับคุณภาพชีวิต หรือฐานะทางสังคมของคนได้อีกด้วย ว่า คนมีความรู้นั้น…
"…สิได้เป็นขุนขึ้น ครองเมืองตุ้มไพร่
สิได้เป็นใหญ่ชั้น แนวเชื้อชาตินาย แท้ดายฯ"
ความของย่าข้อนี้ในปัจจุบันนั้นตรงเผง ก็แหม! ดูสิ นายกรัฐมนตรีก็ เรียนสูงถึงดอกเตอร์ รองนายกฯก็ดอกเตอร์ รัฐมนตรีหลายคนก็ดอกเตอร์ ไม่นับบรรดาท่านผู้ช่วยฯ ท่านเลขาฯ ท่าน สส। ท่าน สว. ท่าน ที่ปรึกษาฯ ก็มีดอกเตอร์กันเต็มไปหมด ท่านพวกนี้ได้ดิบได้ดีอย่างที่ย่าว่าไว้เปี๊ยบเลย ตำแหน่งแห่งที่ของพวกท่านก็ระดับ 'ขุน' หรือผู้นำที่ ครองเมืองตุ้มไพร่ - ปกครองไพร่ฟ้ากันทั้งนั้นแหละ และ 'เป็นใหญ่ชั้น แนวเชื้อชาตินาย' -เป็นใหญ่เป็นโตระดับนายคนกันทั้งสิ้น
เห็นไหมล่ะว่าย่าโบราณของคนอีสานบ้านเฮาท่านมีวิสัยทัศน์ขนาดไหน ท่านสอนไว้ตั้งนมนานกาเลแล้ว แต่ก็แม่นเหมือนตาเห็นเลย
เป็นคุณย่า Post Modern ที่ Post ยิ่งกว่าพวก Post Modern ของแท้เสียอีกแน่ะ
อ่านเรื่องที่ผ่านมาที่นี่