เราจนต้องเขียม ดาวเทียมไทคมส่งมา


เพลงลูกทุ่งนั้น สะท้อนปรากฏการณ์ของสังคม เกาะเกี่ยวไปกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง บันทึกความเป็นไปของสังคมไว้ เพลงที่จะพูดถึงนี้เป็นข้อพิสูจน์อีกข้อหนึ่ง


เพลงนี้ชื่อ "จดหมายถึงเล็ก" ขับร้องโดย วันครู โภคาวัตร เป็นเพลงที่ไพเราะมากครับ แต่ไม่ค่อยโด่งดังมากนัก เป็นที่รู้จักกันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว

ถ้าอยากรู้เวลาแน่ชัดก็อนุมานจากเนื้อเพลง นั่นคือ หลังจากที่ดาวเทียมไทคมยิงขึ้นฟ้า ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ไปสู่เครื่องรับของคนบ้านนอกคอกนา โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา

เนื้อเพลงกล่าวถึงหนุ่มบ้านนา เขียนจดหมายถึงแฟนชื่อ เล็ก ที่ทำงานในโรงงานอยู่บางกอก บอกว่าตนนั้นจะมากรุงเทพฯเพื่อรับปริญญาเพราะเรียนจบแล้ว โดยเรียนที่บ้านนอก เรียนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช เรียนจากรายการการศึกษาที่ดาวเทียมไทคมส่งสัญญาณไป ทั้งยังชักชวนให้เล็กกลับบ้านเราเพื่อเรียนต่อ

เนื้อเพลงบอกว่า เรียนอยู่บ้านเรานี่แหละดีที่สุด เพราะไม่ต้องใช้เงินมาก โดยหนุ่มก็ยกตัวอย่างว่า พี่นั้นเรียน…"จากโทรทัศน์ที่รัฐเขาพัฒนา เราจนต้องเขียม ดาวเทียมไทคมส่งมา พี่ได้รับปริญญา ศึกษาทาง มสธ…." และชวนนางเอกว่า "…กลับบ้านเราเถิดเล็กจ๋า กลับมาเรียนต่อ…"

ฟังมาถึงตรงนี้ให้ความรู้สึกขัดแย้งเป็นอย่างมาก แต่ก่อนถ้าจะเรียนต่อชั้นปริญญาต้องเข้าไปเรียนในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันไม่ต้องแล้ว เรียนที่บ้านนอกก็ได้ ผ่านการศึกษาทางไกล อาศัยสัญญาณจากดาวเทียม

แต่สำหรับพระเอกในเพลงนี้ เขาบอกคนรักว่าเขาเรียนที่บ้าน เรียนจบแล้วจะเข้ากรุงเทพฯก็เพียงไปรับปริญญาแล้วก็จะกลับบ้าน กลับไปเป็นครูสอนเด็กนักเรียนที่บ้าน

นี่จะเรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆของสังคมได้หรือไม่ ที่คนในพื้นที่ เรียนอยู่ในพื้นที่ โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วก็ได้ทำงานในพื้นที่ ทำงานให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเกิดเมืองนอนของตน

ผมว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ แต่สำคัญ ถ้าคนเป็นอย่างพระเอกในเพลงนี้มากๆ ก็จะก่อเกิดประโยชน์มหาศาลแก่ท้องถิ่น

โลกก้าวไกล เมืองไทยก้าวตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้ เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่บันทึกไว้ไม่ตกหล่น.

0 comments Links to this post  

บ่ได้โทรหาคือจังบ่ได้กินข้าว

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า โทรศัพท์มือถือจะมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนมากมาย คงเป็นแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ปัจจุบันนี้มีอยู่แทบทุกบ้าน ทั้งๆที่เริ่มแรกนั้น แม้แต่คนที่รู้เรื่องที่สุดก็ยังสงสัยว่า จะมีคนใช้กันสักกี่มากน้อย


เดียวนี้ โรงเรียนบนภูเขา กลางทุ่ง ก็มีคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อสิบปีก่อนเครื่องเป็นแสน ถูกที่สุดก็หลักหมื่น ใครจะใช้ได้กันกี่คน แต่เดียวนี้ เครื่องละพันสองพันก็มี ใช้กันตั้งแต่ตึกสูงในเมืองใหญ่ยันภูสูงป่ากว้างเลยทีเดียว


เดียวนี้ ชาวไร่ชาวนา นอกจากจะแบกจอบแบกเสียมแล้ว ยังพกโทรศัพท์มือถือไปด้วย


แม้บางพื้นที่จะไม่ค่อยมีคลื่น ก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปโทรจนโดนมดแดงกัด เหมือนที่ ปอยฝ้าย มาลัยพร ร้องไว้ ถึงเกินจริงอยู่บ้าง นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของโทรศัพท์มือถืออย่างชัดเจน


การปรากฎตัวของโทรศัพท์มือถือในเพลงลูกทุ่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะชัดเจนที่สุดก็ในเพลง มนต์รัก ตจว। ที่ขับร้องโดย แดง จิตกร ในมิวสิควีดิโอ พระเอกลงทุนซื้อโทรศัพท์มือถือให้นางเอก เพื่อเอาไว้โทรนัดกัน ล่าสุดก็ในเพลง โทรหาแหน่เด้อ ขับร้อง โดย ต่าย อรทัย ที่เคยโด่งดัง หลายคนคงจำได้


โทรศัพท์มือถือในเพลงลูกทุ่ง ผมว่า นอกจากเป็นเครื่องมือที่นักแต่งเพลงนำมาใช้ในการสื่อความคิดแล้ว ยังสะท้อนนัยหลายอย่างทางสังคม


นัยแรก นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อิทธิพลการสื่อสารที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในที่นี่ก็คือโทรศัพท์มือถือ ได้แผ่กระจายไปสู่ประชาชนชั้นรากหญ้าอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แล้ว


นัยที่สอง เมื่อโทรศัพท์มือถือลงไปถึงรากหญ้า ทำให้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในวัฒนธรรมการสื่อสาร เมื่อเป็นเครื่องมือแล้วย่อมหมายความว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างบุคคล เมื่อเกิดความสะดวกย่อมทำให้คนใช้เกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินแล้วย่อมจะขาดไม่ได้ เมื่อขาดไม่ได้ก็ย่อมต้องใช้เครื่องมือนี้ตลอดไป


นัยที่สาม นี่เป็นการครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จของทุนเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่สามารถสร้างสินค้าของตนให้กลายเป็นเครื่องมือในวัฒนธรรมการสื่อสารที่คนทุกระดับชั้นในสังคมจำเป็นต้องใช้ ซึ่งนำไปสู่


นัยที่สี่ ใครครอบครองส่วนแบ่งในวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่นี้ได้แล้ว นอกจากกำไรในทางธุรกิจ ยังสามารถแผ่อิทธิพลครอบงำความคิด วิถีชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า อันจะนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆได้อีกนับไม่ถ้วน


คิดดูเถอะครับว่า ถ้าคนไม่ได้โทรศัพท์หากันแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้กินข้าวอย่างที่ต่าย อรทัยร้องไว้ คนตั้ง 60 กว่าล้านคน กินข้าววันละสามมื้อ โทรศัพท์หากันเพื่อจะได้รู้สึกอิ่มหรือกินข้าวอร่อย ทีนี้ ใครล่ะจะรวย
นั่นน่ะสิ ใครรวย

0 comments Links to this post  

ผักบ้านนอก



อากาศกรุงเทพฯสะอาดในตอนเช้ามืด อุณหภูมิก็ต่ำทำให้สบายตัว ตื่นแต่เช้าในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดจึงมีความหมายพิเศษ คือมาสูดอากาศบริสุทธิ์และอาบบรรยากาศดีๆ

ถ้าไม่นอนดึกจนเกินไปผมต้องตื่นแต่เช้ามืดในวันเสาร์และอาทิตย์ เดินไปใส่บาตรที่สวนสุขภาพของการเคหะแห่งชาติบางกะปิ มีถนนตัดจากถนนนวมินทร์ไปทะลุถนนเสรีไทใกล้ๆสี่แยกนิด้า ผ่านบ้านเรือนและแฟลตของการเคหะซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก

ถนนสายนั้นกลายเป็นตลาดยามเช้าไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มีแผงขายสินค้ามากมายเรียงรายสองข้างทาง ส่วนมากเป็นอาหารทั้งหวานคาว ผักปลาสดๆก็มีขาย ของใช้ต่างๆก็มีให้เลือก ไม้ประดับก็มีให้ดู มีแผงขายกับข้าวดอกไม้ธูปเทียนสำหรับใส่บาตร ดังนั้นยามเช้าของที่นี่ นอกจากผู้คนธรรมดาแล้ว ยังมีภิกษุสามเณรมาบิณฑบาตรเป็นอันมาก

ในสวนมีเวทีและลานกว้างสำหรับออกกำลังกาย บนเวทีที่ยกขึ้นสูงมีผู้นำเต้นแอโรบิคเปิดเพลงให้จังหวะคึกคัก มีผู้คนตั้งแต่วัยหนุ่มสาวถึงเฒ่าชราเต้นตามกันครึกครื้น เสร็จจากออกกำลังกายแล้วก็แวะหาของกินก่อนกลับบ้าน

หลังจากใส่บาตรแล้วผมก็เดินดูของไปเรื่อยเปื่อย บางวันก็ซื้อขนมครกไปฝากเจ้าตัวเล็กที่บ้าน หรือไม่ก็ข้าวเหนียวไก่ทอด แถมปลาท่องโก๋ไปฝากแม่ของลูกอีกด้วย
ผมชอบเดินดูไม้ประดับและผักสดเป็นที่สุด ดูสีเขียวๆของพืชผักแล้วชุ่มเย็นใจ มีอยู่เจ้าหนึ่งที่เห็นครั้งแรกแล้วรู้ว่าแตกต่างจากแผงอื่นๆ ผักเจ้านี้มีลักษณะพิเศษ

"ปลูกเองหรือครับนี่" ผมถามขณะหยิบผักชีฝรั่งขึ้นมาดูใกล้ๆ

"ใช่จะพี่" คนขายวัยยังสาวตอบ "ปลูกเองหมดทุกอย่างเลย"

"เอ้อดีนะ คงไม่มีพิษ" ผมพูดเชิงถาม คนขายยิ้มให้ "มาจากไหนล่ะครับ"

"กาฬสินธุ์ค่ะ" ผมแปลกเมื่อได้รับคำตอบ แล้วเปลี่ยนภาษาพูดโดยฉับพลัน

"โฮ้! คือมาไกลแท้"

เธอบอกว่าออกมาตั้งแต่ตีสามตีสี่ มาถึงนี่ก็พอดีได้เวลาตั้งแผง ผมไม่ได้สอบถามว่าทำไมจึงมาขายถึงกรุงเทพฯ ได้แต่ซื้อผักจากเธอหลายชนิด รวมทั้งผักชีฝรั่งกำใหญ่ ตั้งใจเอามาปลูกไว้กินเอง

ผมซื้อผักจากเธออีกหลายครั้ง หลายเดือนต่อมาเธอก็ไม่ได้มาขายอีก ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ส่วนผักชีฝรั่งที่ผมซื้อมาปลูกนั้นก็ตายไปหมดแล้ว อยู่ๆก็ตายไปเฉยๆ
ผมได้แต่สันนิษฐานเอาเองว่า มันคงเป็นผักที่รักศักดิ์ศรีบ้านนอก รักที่จะอยู่ในดินที่กาฬสินธุ์ จึงตัดสินใจตายดีกว่าอยู่เป็นผักในกระถางที่กรุงเทพฯ

0 comments Links to this post